แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทั่วไป แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

วิธีการปักชำกิ่งมะนาวแบบสูญญากาศ


กิ่งต้องไม่อ่อน ไม่แก่จนเกินไป!
ตัดกิ่งมะนาวความยาวประมาณ 1 คืบ
กริดโคนกิ่งเป็นร่อง 2-3 ร่อง เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการแตกราก
จุ่มกิ่งชำในน้ำยาเร่งรากเข้มข้น ประมาณ 10 วินาที
สังเกตุจะเห็นน้ำยาเร่งรากซึมติดอยู่ในรอยกรีด
เตรียมดินสำหรับปักชำ ใช้หน้าดิน 1 ส่วน ผสมขุยมะพร้าว 1 ส่วน รดน้ำให้ดินชุ่ม
นำกิ่งมะนาวที่จุ่มน้ำยาเร่งรากแล้วปักลงกระถาง ปักพอดีๆ อย่าให้เน้นกระถางจนเกินไป
รดน้ำให้ชุ่มอีกครั้ง
นำถุงพลาสติกมาครอบปากกระถาง เพื่อควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และ ลดการคายน้ำ
ผ่านไป 20-30 วันเมื่อสังเกตเห็นการแตกยอดเล็กๆ ก็ให้เอาถุงพลาสติกออก

เมื่อกิ่งตอนสมบูรณ์ดีแล้วก็สามารถแยกกิ่งลงถุงชำได้เลย!
ขอขอบคุณ ที่มา
สวนไผ่ อาบู



วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เปลี่ยนมือถือ Android เก่าๆ ให้เป็นกล้องติดรถบันทึกการเดินทาง ด้วย dailyroads


ตอนนี้กล้องติดรถเป็นที่นิยม เห็นมือถือ Android เก่าๆ มี GPS พร้อมขายกก็ไม่ได้ เลยนำมา Modify กลายเป็นกล้องติดรถราคาเกือบ 2000 บาทได้
โดยใช้ โปรแกรม Free ที่ชื่อว่า dailyroads voyager ได้จาก Play Store ของ Google

สิ่งที่ซื้อมีเพียง 1. ขายึดกับกระจกมูลค่า 80 บาท
2. USB Charger 1000 mAh มูลค่า 99 บาท หรือบางคนมีอยู่แล้ว (ไม่แนะนำให้ Charge จาก USB ที่มากับเครื่องเสียง เพราะจ่ายกระแสได้เพียง 500 mAh เท่านั้น)
3. สาย USB Extention ที่ต่อให้ยาวขึ่น อีก 2 เมตร มูลค่า 20 บาท

สิ่งที่ต้องมีมือถือเก่า (หรือใหม่เพราะ Andriod พร้อม GPS + กล้อง 5 ล้านเริ่มต้นที่ 1500 บาท)

คุณสมบัติของโปรแกรมนี้ที่น่าสนใจ
ทำลองใช้บน Android 2.2 ขึ้นไป กับ มือถือเก่า สามารถกำหนด คุณภาพและความละเอียดของ VIDEO ได้
ถ่ายภาพนิ่งขณะ บันทึก วีดีโอได้ บอกความเร็วและเก็บเส้นทางได้หากเปิดระบบ GPS บนมือถือ

- บันทึกทั้งเส้นทาง การเดินทาง แสดงเป็นแผนที่ บน Google MAP โดยไม่ต้องต่อ NET (ดูผ่าน มือถือเท่านั้น)
- ความเร็วการขับขี่ไว้โต้แย้งกับ คนหากินริมทาง ที่ชอบอ้างว่าขับเร็ว โดยการดูด้วยสายตา (ดูผ่าน มือถือเท่านั้น)
- วีดีโอการเดินทาง ทั้งภาพและเสียง เป็น MP4 ดูที่ไหนก็ได้
- มี Mode บันทึกแบบไม่แสดงผลหน้าจอ เพื่อลดแสงสว่างหน้าจอเวลากลางคืน

ตัวอย่าง VIDEO 
Quality : Custom Quality
Resolution 480x320
Encoder : H264
Bitrate : Medium
Frame Rate: Medium
Camera : 5 MP
ตั้งให้ตัดไฟล์ทุกๆ : 5 นาที
ขนาดไฟล์ : 450 MB/Hour
Memory 16 GB บันทึกได้ 36 ชม
*** คุณภาพภาพ ขึ้นอยู่กลับกล้อง และ Quality การบันทึก
*** ความแม่ยำของความเร็วขึ้นอยู่กับ ความเร็วตัวรับสัญญาณ GPS

ที่มา http://www.fortuner-club.com/index.php?topic=73963.0

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558

กำจัดมดแบบง่ายๆ ทำเองได้ไม่ยุ่งยาก

เคล็ดไม่ลับ..ฉบับเอส .วี.

เสนอการกำจัดมดภายในบ้านแบบง่ายๆ

ที่ทำเองได้ไม่ยุ่งยาก

ใครเคยลองเอามือไปปาดทางเดินมดไหมคะ มดจะชะงักและเดินต่อไม่ได้ เพราะว่าเวลาที่มดเดิน มันจะสร้างกลิ่นของมันไว้ตามที่ต่างๆ
เพื่อให้มันสามารถเดินทางกลับรังและตัวอื่นๆ ที่เดินตามไม่พลัดหลงกันนั่นเอง

วันนี้เรามาดูวิธีไล่มดได้ง่าย ซึ่งในที่นี้ เราจะใช้ ”น้ำส้มสายชู” คะ
เนื่องจากกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของน้ำส้มสายชู ที่เปรี้ยวมาก ทำให้มดไม่ชอบนั่นเองมันจึงไม่มากวนเราคะ
วิธีทำ : นำน้ำส้มสายชู 1แก้ว กับ น้ำเปล่า 2 แก้ว มาผสมกันแล้วใช้ผ้ามาชุบ เช็ดตามขาโต๊ะอาหาร เก้าอี้ หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่ไม่ต้องการให้มดมากวนเท่านี้เราก็สามารถกำจัดมดได้แล้วค่ะ แต่การทำแบบนี้ต้องทำบ่อยๆ เดือนละ 1-2 ครั้งนะคะ เพราะเราไม่ได้ใช้เคมีกำจัด แต่เป็นการไล่แทน อีกอย่างยังเป็นวีธีที่สะดวกและวัตถุดิบยังหาได้ไม่ยาก


ที่มา https://web.facebook.com/svgroupthailand/photos/a.604978609640411.1073741840.561328477338758/615931381878467/?type=3&theater

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556

...รถลาดตระเวณโจมตีเคลื่อนที่เร็ว (ฝีมือคนไทย)

...รถลาดตระเวณโจมตีเคลื่อนที่เร็ว (ฝีมือคนไทย)

ยานยนต์เคลื่อนที่เ็ร็วทางยุทธวิธี
.. รถบัคกี้ (Buggy) เป็นยานยนต์ที่มีความคล่องตัวสูง สร้างทดแทนง่าย คือ สามารถพัฒนาและผลิตได้จากวัสดุที่จัดหาจากท้องตลาดและดำเนินการผลิต โดย สรรพาวุธ ทบ. ร่วมกับ บริษัทผลิตรถยนต์ ภายในประเทศเราเอง เดือนหนึ่งสามารถสร้างได้เป็น 100 คัน ซึ่งราคารถเปล่าไม่รวม เครื่องมือสื่อสาร และระบบอาวุธที่ติดตั้ง ทั้งหลาย เบ็ดเสร็จงบประมาณต่อคัน ไม่เกิน 500,000 บาท
ราคา ขั้นต่ำสุด 200,000 บาท ก็สามารถสร้างได้


รายละเอียดรถลาดตระเวณโจมตีเคลื่อนที่เร็ว

พลประจำรถ : จำนวน 2 นาย : พลขับ พลปืนกล
ระบบขับเคลื่อน : 2 ล้อหลัง เครื่องยนต์ท้าย
เครื่องยนต์ : เบนซิน ขนาดความจุ 1300 - 1500 ซีซี.
ล้อรถ : ยางตันหล่อดอก 4 ล้อ
อาวุธ : ติดปืนกลเบา เนเกฟ ขนาด 5.56 มม. จำนวน 2 กระบอก บนช่องพลยิงบนหลังคารถ และ บริเวณกระโปรงหน้าที่นั่งด้านข้างพลขับ
อาวุธอาจเปลี่ยนเป็น ปืนกล เอ็ม-60 เครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ 40 มม. ยิงเป็นชุด และ ปืนกลหนัก M2 Browning .50 Cal
อาวุธประจำกายพลประจำรถ : ปืนพกสั้น 9 มม.ซองหน้าอก และปืนไรเฟิลพับฐานขนาด 5.56 มม.
โครงรถ : เหล็กเหนียว หรือ อลูมิเนียมอัลลอย
ระบบไฟ : แบตเตอรรี่แห้ง 12 โวลต์
ไฟส่อง : ไฟหน้า4ดวง ไฟท้าย ไฟเลี้ยว ตามมาตราฐานรถยนต์ สามารถเพิ่มไฟสปอร์ตไลต์ได้ตามภาระกิจ
ระบบสื่อสาร : ติดวิทยุสื่อสารตามแบบมาตราฐานของ ทบ. พร้อมชุดปากพูดหูฟังประกอบศรีษะ...

---Supper Weapon---

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

กระแสไฟฟ้ากับแรงดันไฟฟ้าอันไหนทำให้คนตาย

กระแสไฟฟ้ากับแรงดันไฟฟ้าอันไหนทำให้คนตาย

หลายท่านคงเคยได้ยินว่ามีคนโดนไฟฟ้าดูด มีคนโดนช็อต คำว่าไฟช็อตกับไฟดูดนี่เป็นอาการที่เกิดจากกระแสไฟฟ้า กล่าวคือ เมื่อคนเราสัมผัสกับกระแสไฟฟ้าจะทำให้ตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้านั้นๆด้วย ถ้าใครเคยได้เรียนทางด้านไฟฟ้ามาคงจะคุ้นกันดีกับคำว่า short circuit เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้าแล้วกระแสไฟฟ้าก็จะไหลผ่านร่างกายเราจะทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนดูด และ...นี่คือที่มาของคำว่าไฟช็อตกับไฟฟ้าดูด

สำหรับคำถามที่ว่าไฟฟ้าแรงดันสูงๆ(โวลต์สูง)กับไฟฟ้ากระแสสูงอันไหนอันตรายกว่ากัน ขอตอบเลยแล้วกันครับว่าอันตรายทั้งคู่ แต่...

- ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่าโวลต์สูงถ้าให้เปรียบก็เหมือนแรงดันของน้ำในสายยางนี่แหละครับ เป็นแรงของกระแสที่พยายามจะเคลื่อนจากจุดที่ศักย์สูงไปยังจุดที่มีศักย์ต่ำ

- ส่วนกระแสไฟฟ้าก็เหมือนปริมาณของน้ำในสายยางที่ไหลผ่าน

สิ่่งที่ทำให้คนได้รับอันตรายก็คือปริมาณกระแสครับ ยกตัวอย่างไม้ช็อตยุงที่มีโวลต์สูงมากแต่มีกระแสนิดเดียวไม่สามารถทำอันตรายร้ายแรงกับคนเราได้ครับ และข้อสำคัญระบบไฟฟ้าบางระบบมีโวลต์ต่ำก็จริงแต่มีกระแสไหลในระบบมากอันนี้อันตรายมากครับส่วนใหญ่จะพบในมอเตอร์ที่ถึงแม้จะมีแรงดัน 220 V เท่ากับ หลอดไฟ แต่กระแสที่ไหลผ่านสูงกว่ากันมากดังนั้นอันตรายที่ได้รับก็ต่างกันมากครับ

แต่หากเป็นแรงดันสูงๆมาก เช่น เป็นพันโวลต์ก็น่าคิดนะครับ เช่น เราไปสัมผัสโดยแรงดันไฟฟ้าแรงสูงตามเสาไฟฟ้าที่มีแรงดันประมาณ 22-24กิโลโวลต์ แบบนี้แรงดันไฟฟ้าจะพยายามถ่ายแรงดันมาที่มือเราทำให้มือเราไหม้และทะลุเป็นแผลได้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นส่วนที่ทำให้ไฟฟ้าครบวงจรหรือลัดวงจรก็ตาม (หมายถึงไม่มีกระแสไหลผ่านตัวเรานะครับมีแต่แรงดันที่มือเราไม่จับหรือสัมผัสอยู่) กรณีนี้เราอาจจะไม่ตายแต่อาจตายเพราะตกหล่นลงมาหรือว่าติดค้างอยู่แล้วมันเกิดความร้อนสะสมทำให้เราอาจถึงแก่ชีวิตได้

แต่ถ้าเราจับสายด้วยสองมือ หรือ มือเดียวแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายสัมผัสตัวเสาหรือตัวนำลงดินทีนี้แหละครับ จะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านตัวเราด้วยแบบนี้ตายแน่นอน เพราะในกรณีนี้ร่างกายเราถือเป็นส่วนหนึ่งของวงจรไฟฟ้าครบสมบูรณ์ครับ
 

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Braveheart

23 สิงหาคม พ.ศ. 1848 คือวันพิพากษา “วิลเลี่ยม วอลเลซ” วีรบุรุษของชาวสก๊อตแลนด์ ผู้นำการต่อสู้เพื่ออิสระภาพจากการรุกราน และการปกครองที่กดขี่ข่มเหงของอังกฤษจนได้รับ “เอกราช” และถูกยกย่องให้เป็น วีรบุรุษในประวัติศาสตร์ของสก็อตแลนด์ มาจวบจนเท่าทุกวันนี้

“เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ” (Sir William Wallace) ตามตำนานไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า ถือกำเหนิดเมื่อไหร่? ที่ไหน? อย่างไร? หากแต่ประมาณการได้ว่าเป็นปี พ.ศ.1813 และจากหลักฐาน “ตราประจำตัว” ที่ถูกค้นพบในภายหลังบ่งชี้ว่า เป็นบุตรคนเล็กของ “อลัน วอลเลซ” ขุนนางศักดินาแห่งอาร์ยไชร์ นอกจากนั้น จากพิพิธภัณฑ์ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของ “เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ” ในสก๊อตแลนด์ยังระบุประวัติความเป็นมาโดยสังเขปไว้ดังนี้

“วอลเลซ” เกิดในรัชสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์โดยปราศจากโอรสมาสืบทอดราชบัลลังก์ “เจ้าหญิงมาการ์เร็ต” ซึ่งเป็นพระราชนัดดาวัยเพียง 4 ชันษา จึงต้องขึ้นครองราชย์โดยมีคณะผู้สำเร็จราชการแทน ต่อมา “พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1” แห่งอังกฤษได้มีความพยายามจับคู่เจ้าหญิงกับโอรสของตนโดยอ้างเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสก็อตแลนด์กับอังกฤษ หากแต่เจ้าหญิงซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ 20 พรรษา กลับสิ้นพระชนม์เสียก่อน เหตุการณ์จึงตามมาด้วยความวุ่นวาย การแก่งแย่ง และการอ้างสิทธิในการครอบครองบัลลังก์

เนื่องจากสก็อตแลนด์ในยุคนั้น ถึงแม้จะมีกษัตริย์ปกครองตนเอง แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงอยู่ภายใต้อาณัติของอังกฤษ “พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1” จึงถูกทูลเชิญให้มาร่วมตัดสินว่า ใครคือผู้ที่สมควรได้ครองบัลลังก์ สุดท้ายก็มาลงเอยที่ “จอห์น บาลิออล” เป็นผู้ถูกเลือกให้ขึ้นครองราชย์เป็นคนต่อมา แรกๆ บ้านเมืองก็ดูปกติดี แต่ในภายหลัง เพราะความต้องการแผ่อิทธิพล“พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1” ได้เข้ามาแทรกแซงการเมืองการปกครอง จนเป็นเหตุให้ประชาชนชาวสก็อตเดือนร้อน และเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งรุ่นแรงถึงขั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ยกทัพเข้าโจมตีและยึดเมืองไปได้ในที่สุด


ชาวสก็อตแลนด์ในยุคนั้น ถูกมองผ่านสายตาของอังกฤษว่า ขาดซึ่งความศิวิไลซ์ ด้อยพัฒนา จึงเป็นเหตุให้เกิดการบัญญัติ “กฏหมายการกลืนชาติ” โดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 อนุญาติให้ขุนนางของอังกฤษสามารถครอบครองที่ดินของชาวสก๊อตได้ และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เจ้าสาวชาวสก๊อตที่แต่งงานวันแรกทุกคน ต้องผ่านการร่วมหลับนอนกับเหล่าขุนนางของชาวอังกฤษเสียก่อน เรื่อง “สิทธิมนุษยชน” เป็นอย่างไร ชั่วโมงนั้นไม่ต้องถามถึงให้ป่วยการ

แล้วสถานการณ์ก็สร้างวีรบุรุษตามสูตรสำเร็จ “วิลเลี่ยม วอลเลซ” ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในยุคนี้…เขาคือผู้ปลุกเร้าชาวสก็อตให้ยืนหยัดลุกขึ้นสู้จากการถูกอังกฤษกดขี่ข่มเหง เขาคือผู้ปลุกกระแสความรักชาติให้เกิดแก่ชาวบ้านตาดำๆ ที่ไร้ซึ่งผู้นำ(โดยแท้จริง) ท่ามกลางความแตกแยกของราชวงค์สก็อต และเหล่าขุนนางซึ่งต่างพากันหันไปประจบสอพลอพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 เพื่อความอยู่รอด

“…ท่านจะทำอย่างไรเพื่อเอกราช…จะร่วมรบกับเราไหม…ถ้ารบท่านอาจตาย หนีท่านอาจรอด…อย่างน้อยก็สักพักหนึ่ง และนอนตายบนเตียง…แต่ถ้าท่านพร้อมจะแลกวันเหล่านั้นทั้งหมด…กับวันนี้เพื่อโอกาสเดียว…เอกราช” คือหนึ่งในประโยคปลุกเร้าที่ “วิลเลี่ยม วอลเลซ” ใช้และนำมาซึ่งชัยชนะในช่วงเริ่มต้นของการต่อสู้

ต่อมาไม่นาน “วิลเลี่ยม วอลเลซ” ก็สามารถปลดปล่อยเมืองกลาสโกว อเบอร์ดีน เพิร์ท สกอน ดันดี และที่ได้รับการกล่าวขานเป็นพิเศษคือ การสู้รบกับทหารอังกฤษที่ สะพานสเตอร์ลิง เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.1840 ซึ่งเล่ากันว่า กลศึกในคราวนั้น “วิลเลี่ยม วอลเลซ” มีไพร่พลแค่หยิบมือ หากแต่สามรถเอาชนะข้าศึกที่มีกำลังพลหมื่นกว่าคน โดยวิธีปล่อยให้ทหารอังกฤษตายใจแล้วเคลื่อนขบวนข้ามสะพานมาจนเกือบหมด จากนั้นจึงจู่โจมโต้กลับอย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ทหารอังกฤษต่างพากันถอยล่นกลับคืน และอัดแน่นกันอยู่กลางสะพานจนหักและร่วงหล่นลงน้ำเสียชีวิตและพ่ายแพ้ในที่สุด

ผลพวงจากศึกในครั้งนี้ว่ากันว่า สร้างขวัญกำลังใจ ให้ชาวสก็อตลุกฮึดขึ้นสู้เพื่อชาติเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว นอกจากนั้นในการณ์นี้ “วิลเลี่ยม วอลเลซ” ยังได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางระดับ “เซอร์” โดย “พระเจ้าจอห์น บาลิออล” กษัตริย์แห่งสก็อตแลนด์ ซึ่ง ณ ขณะนั้นถูกคุมขังอยู่ที่ลอนดอน แต่ถึงอย่างไรก็ทรงได้มอบหมายให้ “วิลเลี่ยม วอลเลซ” กอบกู้ชาติบ้านเมือง และได้รับการขนานนามว่าเป็น "ผู้พิทักษ์และแม่ทัพใหญ่แห่งสก็อตแลนด์"


หกเดือนต่อมา การแสดงศักยภาพในการรบด้วยกำลังพลที่มีอยู่ของ “วิลเลี่ยม วอลเลซ” ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายการโจมตีอังกฤษที่ทางตอนเหนือ วัตถุประสงค์ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงเขี้ยวเล็บของชาวสก็อตแลนด์ว่า ยังมีความแข็งแกร่ง ไม่ใช่ง่ายที่จะมารุกรานเหมือนเมื่อครั้งในอดีต

“ข้าจะบุกอังกฤษ…ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ พวกท่านมัวห่วงแต่สมบัติ…ห่วงอำนาจที่รองแชงค์ (พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1) หยิบยื่นให้…จึงลืมไปว่า สมควรจะทำยังไงให้แก่ชาติบ้านเมือง” คือคำประกาศที่ “วิลเลี่ยม วอลเลซ” ฝากไว้กับเหล่าผู้ถูกสวมหัวโขนของราชวงศ์สก็อตแลนด์ในเวลานั้น

“พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1” ทรงกริ้วเป็นอย่างมาก ประกาศตามบดขยี้ข้าศึกชาวสก็อตอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ตัว “วิลเลี่ยม วอลเลซ”

งานนั้นว่ากันว่า “พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1” เล่นแรงถึงขนาด “วิลเลี่ยม วอลเลซ” ต้องล่าถอยไปตั้งหลักพร้อมเข้าหาแนวร่วม(เท่าที่มีอยู่)คือ “โรเบิร์ต บรูซ เอิร์ล” แห่งคาร์ริก และ “จอห์น โคมิน “แห่งบาดอร์นอร์ค ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องเขยของ “พระเจ้าจอห์น บาลิออล” กษัตริย์แห่งสก็อตแลนด์…ถึงแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าทั้งสองคนนั้นยังคงปรองดอง(เพื่อความอยู่รอด)กับ “พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1” แต่ “วิลเลี่ยม วอลเลซ” ก็หาได้มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้

สุดท้าย “วิลเลี่ยม วอลเลซ” ก็โดนหักหลังโดยเหล่าขุนนางสก็อตออกอุบายให้ไปพบเพื่อเจรจาเข้าร่วมเพื่อทำการศึก

5 สิงหาคม พ.ศ. 1848 “วิลเลี่ยม วอลเลซ” ถูกจับและตั้งข้อหาเป็นกบฏต่อราชบัลลังก์อังกฤษ แต่เขา…ก็มิได้ก้มหัวและยอมรับข้อกล่าวหาแต่ประการใด

“ข้ามิได้เป็นกบฏต่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด เพราะข้าไม่ได้เป็นข้าแผ่นดินของอังกฤษ กษัตริย์ของข้าคือ พระเจ้าจอห์น บาลิออลแห่งสก็อตแลนด์พระองค์เดียวเท่านั้น”

23 สิงหาคม พ.ศ. 1848 ท่ามกลางฝูงชนที่ต่างมาชุมนุมดูการพิพากษา ณ ลานเมืองสาธารณะที่ตลาดสมิทฟีลด์ ร่างของ “วิลเลี่ยม วอลเลซ” นอนทอดยาวอยู่บนแท่นประหาร ในจำนวนนั้นมีกลุ่มผู้ร่วมอุดมการณ์ซึ่งแฝงตัวอยู่ รวมไปจนถึงชาวสก๊อตบางส่วนที่มีใจเป็นเสรีชน ต่างภาวนาให้เขายอมรับและร้องขออภัยโทษ เพื่อที่จะได้หลุดพ้นและไม่ต้องทรมานอีกต่อไป…หากแต่วลีสุดท้ายที่กู่ตะโกนสุดเสียงออกจากปากของ “วิลเลี่ยม วอลเลซ”…ก่อนที่คมมีดจะบั่นคอของเขาคือ

…อิสรภาพ…

กาลต่อมา ในวันที่ “โรเบิร์ต บรูซ เอิร์ล” แห่งคาร์ริก ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก “พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1” ให้ขึ้นครองราชย์สก็อตแลนด์ ต้องจัดทัพเพื่อไปเคารพและรับราชานุมัติสวมมงกุฏเป็นกษัตริย์จากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด“โรเบิร์ต” ถอดใจกับบัลลังก์เกียรติยศจอมปลอมที่ตนจะได้รับ จึงหันกลับไปยังกองทัพชาวสก็อตที่ตามมาและกล่าวว่า “พวกท่านเคยหลั่งเลือดร่วมกับวอลเลซ มาหลั่งเลือดกับข้าเถอะ…” เท่านั้นละครับ เหล่ากองทัพสก็อตต่างพร้อมใจตะโกนตอบรับ “วอลเลซ วอลเลซ วอลเลซ…” กันกึงก้อง

แล้วเหล่าทหารหาญของชาวสก็อตก็ลุกฮือขึ้นสู้อีกครั้งอย่างถวายชีวิต จนได้รับ “เอกราช” สมใจในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุแห่งแรงบันดาลใจจาก “วิลเลี่ยม วอลเลซ” นั่นเอง…

Credit เรื่องทั้งหมด : http://www.okubon.com/index.php?option=com_content&view=article&id=7587%3A2011-01-26-04-29-56&catid=1016%3A2011-01-26-04-13-44&Itemid=90

Braveheart Trailer - 1995 HQ

http://www.youtube.com/watch?v=1cnoM8EiGGU

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"เนโร"จากจักรพรรดิแห่งโรม มาเป็นโปรแกรมไรท์แผ่นชื่อดัง

"เนโร"จากจักรพรรดิแห่งโรม มาเป็นโปรแกรมไรท์แผ่นชื่อดัง
เรื่องโดยเพจ If ถ้า วันนั้น ครับผม

เราอาจจะพอได้ยินชื่อจักรพรรดิเนโรกันมาบ้าง จากประโยค "เนโรเผาโรม" (Nero Burning Rome) ซึ่งประโยคนี้เอง ได้กลายเป็นที่มาของโปรแกรมเขียนแผ่นซีดีที่คงไม่มีใครไม่รู้จัก โปรแกรมเนโรเบิร์นนิ่งรอม (Nero Burning Rom) 

ที่ไปที่มาของเรื่องราวนั้น คงต้องย้อนกล่าวถึงจักรพรรดิเนโรกันก่อนครับ ซึ่งว่ากันว่า พระองค์สติสตังไม่ค่อยจะดีเท่าไร ทั้งยังเป็นผู้ที่มีความสนใจด้านดนตรี คิดว่าตนเป็นศิลปินอะไรทำนองนั้น มีการบังคับประชาชนให้เข้าชมการแสดงของพระองค์เมื่อพระองค์อยากแสดง และห้ามใครลุกไปไหนตลอดการแสดง แต่ความจริงแล้วเนโรไม่ค่อยมีความสามารถทางด้านนี้เท่าใดนัก แต่ไม่มีใครกล้าทูลเนโร

ส่วนเหตุการณ์ที่เป็นที่มาของเนโรเผาโรมนั้นมีรายละเอียดดังนี้ครับ

คือในคืนวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 64 ได้เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นที่ร้านขายวัตถุไวไฟแห่งหนึ่งในกรุงโรม ประกอบกับการที่ถนนกรุงโรมในช่วงนั้นแคบ ทำให้ไฟจากร้านค้าวัตถุไวไฟนั้น ลุกลามไปยังบ้านเรือนหลังอื่นๆอย่างรวดเร็ว และไม่นานนัก ไฟก็ไหม้ทั่วเมือง เนโรรู้ข่าวก็รีบมาดูเปลวเพลิงที่หอคอยมิเซนุส (Maecenas) แล้วก็ตรัสว่า เปลวเพลิงนั้นช่างสวยงาม และนั่งมองไฟผลาญกรุงโรมอย่างสบายอารมณ์ พร้อมทั้งนำเครื่องดนตรีมาบรรเลงอย่างสุนทรีย์โดยไม่ส่งทหารไปช่วยดับไฟ

เปลวเพลิงผลาญกรุงโรมทั้งสิ้น 6 วัน 6 คืนและดับลงในวันที่ 7 เผาบ้านเผาเรือนไป 132 หลัง ใน 4 หมู่บ้าน หลังจากเหตุการณ์นี้ เนโรได้สั่งให้เวนคืนที่ดินจำนวนหนึ่งมาสร้างพระราชวังทองคำ (Golden Palace) ประกอบกับการที่มีข่าวว่าเนโรไม่ให้ส่งทหารไปช่วยดับไฟ และในอดีต พระองค์ยังเคยคิดจะเปลี่ยนชื่อกรุงโรมเสียใหม่ว่า กรุงนีโรโพลิส (Neropolis) ประชาชนจึงปักใจเชื่อว่าเนโรเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยสั่งให้เผากรุงโรม (นักประวัติศาสตร์ในปัจจุบันเองก็บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่นีโรจะเป็นผู้เผากรุงโรม)

ความเชื่อเช่นนี้แพร่ไปในหมู่ประชาขน ทำให้ได้รับการต่อต้าน จนในปี ค.ศ. 68 หลังจากที่เนโรกลับจากกีฬาโอลิมปิก สภาสูงจึงส่งคนมาจับกุมโค่นอำนาจ เนโรจึงฆ่าตัวตายในวันที่ 9 มิถุนายนขณะอายุไม่ถึง 31 ปี โดยไม่มีทายาท

ส่วนความเห็นในยุคหลังเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้นก็มี 2 กระแส คือ เป็นไปตามที่นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ตามที่ผมเล่ามา แต่ก็มีบางกระแสแย้งว่า อาจเป็นการใส่ความจากฝ่ายสภาสูงเพื่อโค่นอำนาจเนโร เพราะจริงๆแล้วหลังไฟไหม้เนโรก็รีบให้ทหารไปช่วย อีกทั้งในยุคของเนโรนั้นเศรษฐกิจของกรุงโรมในขณะนั้นดีมากประชากรต่างร่ำรวย ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไรนั้น อยู่ในดุลพินิจของท่านเถิดครับ

จากความโด่งดังของเรื่องนี้นี่เองที่ทำให้โปรแกรมเขียนแผน ได้นำชื่อเนโร ไปใช้เป็นชื่อโปรแกรม จากเนโรเผาโรม (Nero Burning Rome) ตัดตัว"e"ตัวสุดท้ายทิ่งไปตัวเดียว จึงกลายเป็น เนโรเผาแผ่น (Nero Burning Rom) ที่เราคุ้นเคยกันครับ 

(หมายเหตุจากประวัติศาสตร์ตาม Timeline : เท่าที่ผมทราบ คำกริยาในภาษาอังกฤษในการไรท์แผ่น จะนิยมใช้คำว่า"Burn"แผ่น ไม่แน่ใจว่ามีมาก่อนโปรแกรมนี้ หรือมาถูกใช้หลังจากโปรแกรมนี้เป็นที่นิยมก็ไม่ทราบ)


ที่มา ประวัติศาสตร์ตามTimeline

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เรื่องเตือนภัย..ด่วน !!! การข่มขืนแบบใหม่!!

เรื่องเตือนภัย..ด่วน !!!การข่มขืนแบบใหม่!!
 
ผม ไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นเมื่อไหร่แต่อย่างน้อยมันอาจจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณได้ระมัดระวังถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณผู้หญิงคนที่ประสบกับเหตุการณ์นี้เธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาล
 
เรื่องมีอยู่ ว่า.... วันหนึ่งหลังเลิกงานผมได้ฟังเรื่องราวกลยุทธในการข่มขืนแบบใหม่จาก น้องสะใภ้ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วกับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งหลังเลิกงานผู้หญิงคนนี้กำลังจะกลับบ้าน ระหว่างทางเธอเห็นเด็กตัวน้อยๆกำลังยืนร้องไห้ อยู่ข้างถนนด้วยความรู้สึกสงสารเด็ก เธอเดินเข้าไปหาและถามว่า' เกิดอะไรขึ้นจ๊ะ'เด็กน้อยตอบ ว่า' ผมหลงทาง พี่ช่วยพาผมไปส่งที่บ้านหน่อยได้ไหมครับแล้วเด็กน้อยก็ยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆแล้ว บอกว่าให้พาไปส่งตามที่อยู่ในนั้นและด้วยความใจดีของเธอเธอมิได้สงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อยเธอก็พาเด็กไปส่งตามที่อยู่นั้น
 
พอถึงที่บ้านของเด็กน้อยตามที่อยู่ในนั้นเธอก็กดกริ่ง ทันใดนั้นเองกริ่งที่ว่าถูกต่อสายไฟฟ้าแรงสูงเอา ไว้
แน่นอนมันช็อตเธอจนหมดสติ.... 
 
วันต่อมาเมื่อเธอตื่นขึ้นมาเธอพบว่าเธออยู่ในบ้านร้างพร้อมกับร่างอันเปลือยเปล่าเธอไม่ได้เห็นแม้กระทั่งใบหน้าของผู้ร้ายนั่นคงเป็นคำถามว่าทำไมทุกวันนี้ อาชญากรรมถึงพุ่งไปหาคนที่ใจดี
 
ในครั้งต่อไปถ้ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกไม่ว่าจะกับใครก็ตามขอให้จำไว้ว่าอย่าพาเด็กไปในที่ที่เขาต้องการยังไงให้พาไปที่สถานีตำรวจ จะดีกว่าจำไว้ เมื่อพบเด็กหลงทางทางที่ดีที่สุดควรพาไปที่สถานีตำรวจนะครับ


ข้อมูลจากเพจ I Like Berries health.


ระวังยาป้ายแบบใหม่ กระดาษพับผงยาสลบ


ย า ป้ า ย แบบใหม่ผงฝุ่นจะทำลายระบบความจำชั่วคราวอย่ารับกระดาษจากคนแปลกหน้า

ถ้าจะรับด้วยกรณีใดให้สังเกตุ การพับ และสถานที่ ว่าปลอดภัยหรือไม่นอกจาก "ยาป้าย" แล้วยังมียาอีกชนิดหนึ่งเพื่อนเราเคยเกือบโดนบนรถเมล์สาย 47 เขานั่งอยู่คนเดียวกำลังจะกลับถึงบ้านแล้ว ก็รู้สึกแปลก ๆ เหมือนมี ผู้ชายมองอยู่ข้างหลัง 2-3 คน พอถึงป้ายราชดำเนินผู้ชาย 1 ในนั้นก็เดินมาหาเค้าแล้วยื่นกระดาษที่พับไว้แผ่นนึงให้เค้าแต่ไม่ได้รับ เพราะปกติเป็นคนขี้ระแวงอยู่แล้ว แต่ชายคนนั้นก็คะยั้นคะยอให้เค้ารับให้ได้แต่เค้าก็ไม่รับอยู่ดี กลุ่มคนพวกนั้นก็เลยรีบลงจากรถพร้อมกับมองเค้าด้วยท่าทางที่หงุดหงิด
 

พอกลับถึงบ้านเลยเล่าให้พ่อแม่ฟังว่าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นพ่อเค้าก็ตกใจเพราะนึกได้ว่าเคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วมันเกิดกับคนแถวๆบ้านนั่นแหละ...
 

คือโดนยื่นกระดาษเหมือนกันแล้วก็รับมาพอเปิดดูก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย มารู้อีกทีก็อยู่สนามหลวง แต่ไม่มีของติดตัวเลย ทั้งกระเป๋าตังค์ และสร้อยคอ ไปแจ้งความก็ทำอะไรใครไม่ได้
 

สรุปได้ว่ามันเป็นยามึนชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นผง ๆ เมื่อเปิดกระดาษ มันก็จะฟุ้งออกมาทันที ใครโดนยานี้จะคล้ายกับโดนยาป้าย ช่วย ๆ ระวังกันด้วย

ที่มา www.oknation.net

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ระวังแก๊งลักรถ

⊰♥⊱ ระวังแก๊งลักรถ ⊰♥⊱

แฉสารพัดวิธี “แก๊งลักรถ” ดีแมคซ์-วีออส แชมป์รถหาย!!!

ใครที่คิดจะถอยรถป้ายแดงมาสักคันหนึ่ง คงต้องคิดให้รอบคอบมากกว่าเดิมเป็นสิบเท่าร้อยเท่า ยิ่งเป็นยี่ห้อเป็นสีรถที่ตรงกับ “ใบสั่ง” ด้วยล่ะก็ต่อให้ล็อก ๑๐ ขั้นตอน หรือใช้ระบบไฮเทคขนาดไหนก็ไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือของพวกนักโจรกรรมรถยนต์ไปได้

โจรไฮเทค ๑๕ วิฯ 

จริงอยู่ว่ามีการพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันการขโมยรถใหม่ๆ ขึ้นมาอยู่ตลอด แต่สำหรับพวกโจรแล้วต้องเรียกว่าพัฒนาเร็วไม่ต่างกัน ที่เรารวบรวมมาได้นั้นถือว่าเป็นวิธีที่พวกแก๊งลักรถนิยมใช้อยู่ในปัจจุบันมากสุด ๕ อันดับแรก

๑. รถยนต์รุ่นปัจจุบันมีการใช้กล่องควบคุมเครื่องยนต์ ในการตรวจสอบระบบต่างก่อนทำการสตาร์ท ซึ่งหากเซ็นเซอร์ทำงานผิดปกติก็ไม่สามารถสตาร์ทติดได้ ดังนั้นการที่จะต่อสายตรงเพื่อทำการสตาร์ทรถคงทำได้ยาก หรือระบบกุญแจ Immobilizer ซึ่งเปรียบเทียบ ID Code ของกุญแจให้ตรงกับที่ถูกบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ของรถก่อนการสตาร์ทรถ แต่ขอบอกว่าตอนนี้พวกโจรสามารถทำก๊อบปี้ใหม่ขึ้นมาในเวลาเพียง ๓ นาทีเท่านั้น

๒. เหล็กแข็งแทนกุญแจ คนร้ายจะใช้เหล็กขนาดเท่ากุญแจที่แข็งแรงเป็นพิเศษ ในวงการเรียกกันว่า เหล็กปีกเครื่องบิน เมื่อแทงเข้าไปในรูกุญแจประตูและบิดแรงๆ จะทำลายระบบตัวล็อกประตู และสามารถที่จะเปิดประตูรถเข้าไปต่อสายตรงสตาร์ทเครื่องขับรถไปได้ เช่นเดียวกับจักรยานยนต์ วิธีที่คนร้ายมักใช้คือ การหักคอแล้วต่อสายตรงสตาร์ทเครื่องแล้วขับขี่เอารถไป ซึ่งใช้เวลาเพียง ๑๕ วินาทีในการขโมยจักรยานยนต์ ๑ คัน

๓. ใช้น้ำกรด โจรจะใช้น้ำกรดชนิดเข้มข้นใส่เข็มฉีดยา หยดไปตามรูกุญแจเพื่อทำลายชุดฟันเฟือง และสปริงเล็กๆในแม่กุญแจ แบบนี้ยังนำมาใช้ภายในรถพวกล็อกพวงมาลัย ล็อกเกียร์ และล็อกคลัทช์ได้อีกด้วย

๔. แก๊งคนร้ายอาจจะเป็นช่างซ่อมรถหรือผู้ให้บริการตามอู่ซ่อมรถ อาจลักลอบทำกุญแจผี หรือทำลายระบบกันขโมย จึงควรอยู่ดูแลการซ่อมหรือการบริการอื่นๆ อย่างใกล้ชิด หากจำเป็นต้องทิ้งรถไว้ให้ซ่อมจะต้องเป็นผู้คุ้นเคยหรือไว้ใจได้

๕. จี้หรือปล้นคือวิธีที่โจรต่างจังหวัดนิยมมาก ด้วยเส้นทางเปลี่ยวอย่างที่เคยเห็นเป็นข่าว รวมถึงการลวงซื้อรถทางอินเทอร์เน็ต แล้วขอนัดดูในที่เปลี่ยว แท้จริงๆ แล้วพวกนั้นไม่ได้มาขอซื้อ แต่อาจจะขอไปใช้กันฟรีๆ เลยก็ได้ เผลอๆ ถ้าขัดขืนมันจะโดนฆ่าหมกป่าอีกตั้งหาก

ขโมยแล้วไปไหน

สิ่งแรกหลังจากที่ขโมยรถไปแล้ว พวกโจรทั้งหลายจะรีบส่งขายประเทศเพื่อนบ้านราคาอยู่ที่หลักแสนต้นๆ โดยเอาลงแพแล้วใช้ไม้ถ่อข้ามแม่น้ำไป อีกวิธีสำหรับรถที่ไม่ใช่รุ่นยอดฮิตมักจะถูกแยกขายเป็นอะไหล่มือสอง ถ้าเป็นรถเก่าหน่อยก็จะนิยมเอามาแยกขายอะไหล่แบบเชียงกงบ้านเรา นอกเหนือจากนี้คือวิธีสวมทะเบียน ใช้แค่ทะเบียนกับหมายเลขตัวถังและหมายเลขเครื่องเดิม นำมาต่อใส่แล้วเก็บสีให้สวยก็ขายได้แล้ว สมัยนี้ช่างฝีมือ และเทคนิคใหม่ๆ มีเยอะ ขนส่งยากที่จะจับได้ สุดท้ายคือการทำทะเบียนปลอมขึ้นมา แถมสามารถต่อทะเบียนวิ่งได้ทุกปี จนถึงปีที่ต้องตรวจ ต.ร.อ.ก็ไม่สามารถทำได้เพราะกลัวตรวจสอบเจอ ก็นำไปแยกขายอะไหล่อีกที

สารพัดล็อกป้องกันเต็ม ๑๐๐%

เมื่อเรารู้วิธีการของพวกโจรเหล่านี้แล้ว เราจะมีวิธีการป้องกันรถหายกันได้อย่างไร ในปัจจุบันมีคนพัฒนาอุปกรณ์เพื่อมาหยุดยั้งการโจรกรรมรถยนต์ออกมาขายมากมายไปหมด แต่ที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันมีไม่กี่ชนิดที่ป้องกันได้เกือบ ๑๐๐% อาทิ การล็อกเกียร์ แทบเป็นอุปกรณ์ที่แถมมากับโรงงานเลย แนะนำให้ใช้ยี่ห้อที่มีชื่อเสียง วัสดุเป็นสเตนเลส หรือเหล็กกล้าอย่างดี รวมถึงการล็อกพวงมาลัย ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่ดีเพราะโจรต้องใช้เวลาในการปลดล็อกเพิ่มขึ้น โจรอาจใช้วิธีขันพวงมาลัยออกมาปลดล็อก หรือตัดพวงมาลัยออกแล้วขับหนีกันไปแบบนั้นเลย นอกจากนี้ยังมีการล็อกเบรก ล็อกคลัตช์ เป็นแบบที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ผลิตกันมามากมายหลายยี่ห้อ การล็อกแบบนี้จริงๆ แล้วถือเป็นการป้องกันแบบทีมีประสิทธิภาพมาก บางรุ่นคนร้ายอาจต้องใช้แก๊สตัดเพื่อปลดล็อกเลยก็ได้

ส่วนเทคโนโลยีการป้องกันรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เช่นระบบติดตามรถยนต์ที่ถูกโจรกรรม ด้วยเรดาร์นำทาง GPRS ที่จะมีตัวส่งสัญญาณให้ทราบว่า ขณะนี้รถที่ถูกขโมยวิ่งอยู่ที่ไหนหรืออีกระบบเมื่อรถถูกขโมย ระบบจะส่งสัญญาณมายังโทรศัพท์มือถือเจ้าของรถว่ารถกำลังถูกขโมย หรือระบบแป้นรหัสกันขโมยดิจิตอล (KEY PAD STSTEM) ที่ป้องกันการโจรกรรมรถ ด้วยระบบแป้นดิจิตอล PIN CODE โดยการใช้รหัสผ่านดิจิตอล PIN CODE ๔ หลัก ซึ่งเจ้าของรถสามารถที่จะทำการโปรแกรมรหัสดิจิตอลได้ด้วยตัวเอง รวมถึงระบบ ULTRA SONIC SENSOR เพื่อจับความเคลื่อนไหวภายในห้องโดยสาร ด้วย การผลิตคลื่นความถี่สูง ๑๐๐ ล้านโมเลกุล จึงจับความเคลื่อนไหว ทุกชนิดที่รุกล้ำเข้าสู่ห้องโดยสาร

รักรถอย่าละเลย
นอกจากสารพัดอุปกรณ์ป้องกันแล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการดูแลจากเจ้าของรถโดยตรง ไม่ควรจอดในที่เปลี่ยวหรือจอดค้างคืนไว้เป็นเวลานานจนคนร้ายขโมยได้ง่าย ที่สำคัญเมื่อ “รถหาย” ถึงแม้ว่าจะตกใจแทบบ้า คุณก็ควรมีสติ ไม่ใช่โทร.ฟ้องพ่อแม่หรือแฟน แต่ให้รีบแจ้งรายละเอียดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุทราบโดยเร็ว หรือโทรหมายเลขพิเศษ “ ๑๕๙๙ ″ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตลอด ๒๔ ชั่วโมง เพื่อความรวดเร็วในการติดตามสกัดจับคนร้าย และเพื่อความรวดเร็วในการกระจายข่าวสารไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อีกช่องทางคือ การแจ้งผ่านสังคมออนไลน์ต่างๆ หรือทางวิทยุ จส.๑๐๐ รวมถึงบอกต่อเพื่อนฝูงคนสนิทที่รู้จักทั้งหมด ให้รีบกระจายข่าวเพื่อไล่ออกติดตามในจุดที่สันนิฐานว่าคนร้ายใช้เส้นทางใดหลบหนี หรือพบเห็นบุคคลต้องสงสัย ให้รีบแจ้งความดำเนินคดีทันที นอกจากนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูล ผู้ครอบครอง และรายละเอียดของจักรยานยนต์ต้องสงสัยได้ที่หมายเลข ๑๘๐๐ ๒๒๒ ๔๔๔ ของ ศปจร.น.

ทั้งหมดเป็นไอเดียของพวกโจรกรรมรถมืออาชีพที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แถมยังทำกันเป็นขบวนการยากที่จะจับกุมและสืบสาวหาคนบงการ เมื่อเครื่องมือป้องกันรถออกแบบมาล้ำหน้าแค่ไหนก็ไม่เกินกว่าที่พวกนี้จะหาทางแก้ เพราะฉะนั้นเจ้าของรถจึงต้องระวังตัวเองและรถยนต์ของท่านให้ดี เพราะพวกโจรเหล่านี้จ้องจะขโมยรถของคุณตลอด ๒๔ ชม.!!!



แบ่งปันข้อมูลด้วยความขอบพระคุณ 
เพจ ระวังภัยร้าย ใกล้ตัวคุณ