แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กำลังใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กำลังใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

โอม มันตราเรียบง่ายที่ยิ่งใหญ่


คำว่า ออมนี (Omne) ในภาษาลาติน กับคำว่า โอม (Aum) ในภาษาสันสกฤต มีพื้นฐานความหมายเดียวกัน คือ ความรอบรู้ ความงอกงาม และพลังอำนาจอันเป็นนิรันดร์ เมื่อเปล่งเสียง โอม มีพยัญชนะสามพยางค์ประกอบกัน คือ อา(A) เป็นสัญลักษณ์ของภาวะการตื่น อู(U)  เป็นสัญญลักษณ์ของภาวะฝัน อืม(M) เป็นสัญญลักษณ์ของภาวะหลับลึกปราศจากความฝัน เมื่อเชื่อมโยงด้วยสัญญลักษณ์รูปเสี้ยวจันทร์ สัญญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน และจุด สัญญลักษณ์ของการหลุดพ้นสู่การตื่นรู้ที่สมบูรณ์ ที่ด้านบนรวมกันเป็น โอม (Aum)  เป็นสัญญลักษณ์แสดงภาวะสมาธิ โอม (Aum) แล้วยังมีความหมายต่างๆ อย่างลึกซึ้งได้แก่
  1. การดำรงอยู่ของจิตวิญญาณ ด้วยผ่านคำพูด จิตใจ และปราณ
  2. การดำรงอยู่ของรูปกาย ด้วยผ่านขนาดรูปร่าง รูปทรง
  3. การเป็นผู้อริยะด้วยการดับสิ้นไปของความปราถนา ความกลัว และความโกรธ
  4. การเป็นส่วนหนึ่งของพระผู้สร้าง คือ ความเป็นเพศชาย ความเป็นเพศหญิง และความไร้เพศ
  5. การถอดถอนกายใจออกจาก ความดี ความเเลว ความเปลี่ยนแปรได้
  6. การระลึกถึงพระผู้สร้างผู้อยู่เหนือกาลเวลาทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
  7. คารวะคำสั่งสอน พ่อ แม่ ครูอาจารย์ ที่สั่งสอนให้เรียนรู้ตัวตนที่ชัดเจน
  8. หลักฝึกปฏิบัติ 3 ประการของโยคะ คือ อาสนะ ปราณายามะ ปรัตยาหาระ เพื่อก้าวสู่ภาวะสมาธิ
  9. ภาวะหลุดพ้นจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีพระพรหมหรือการเกิดขึ้น พระวิษณุหรือการตั้งอยู่ พระศิวะหรือการดับไปเป็นสัญญลักษณ์
  10. การเป็นอิสระจาก ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และอหังการ
  11. บี เค เอส ไอเยนการ์ หนึ่งในปรมาจารย์โยคะได้รจนาถึงความสำคัญของโอมว่า โอมนี้เปรียบเหมือนคันธนู จงใช้ร่างกายเป็นเหมือนลูกศร และมีภาวะของการหลุดพ้นเป็นเป้าหมาย

ที่มา  https://yogayoucan.wordpress.com/2016/03/06/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%A1-%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2/

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

【ปรัชญาความสุขของอาจารย์ Mizuki Shigeru】


อาจารย์ Mizuki Shigeru คือผู้วาดการ์ตูน “อสูรน้อยคิทาโร่” อันโด่งดัง
ท่านรักการวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก
ตอนอายุ 13 ปี ทางโรงเรียนถึงกับจัดนิทรรศการภาพสีน้ำมันของ
เด็กชาย Mizuki ให้โดยเฉพาะ
เนื่องจากท่านมีความสามารถโดดเด่นมาก

ตอนอายุ 18 ท่านถูกเกณฑ์ทหารให้ไปรบในต่างแดน
จนเผชิญกับความตายอยู่หลายครั้ง
ทั้งไข้ป่ามาเลเรีย และระเบิดสงคราม
...ที่ทำให้ท่านเสียแขนซ้ายไปตลอดกาล

การสูญเสียแขนก็ไม่เป็นอุปสรรคในการทำสิ่งที่รักแต่อย่างใด
เมื่อกลับมาญี่ปุ่น
ท่านทำงานเป็นนักวาดการ์ตูน

กว่าจะวาดการ์ตูนที่ขายได้ ก็เมื่ออายุเข้าวัย 40 แล้ว
แต่อาจารย์ก็ไม่เคยบ่นหรือโทษโชคชะตาเลย
ท่านยังเป็น Mizuki เซ็นเซผู้อารมณ์ดี
ที่มักทำให้นักข่าวยิ้มเสมอๆ

ท่านมีเคล็ดลับในการ "สนุก" กับชีวิตดังต่อไปนี้ค่ะ

【1. อย่ายึดการแพ้ชนะ ความสำเร็จ
หรือชื่อเสียงเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน】

ความสุขเกิดจากการได้ดื่มด่ำและทำในสิ่งที่รัก
หากมัวแต่กังวลเรื่องชื่อเสียงความสำเร็จ
เราก็จะลืมความสุขจากการดื่มด่ำในงานที่เรารักนั้น

ส่วนความสำเร็จจะเกิดขึ้นหรือไม่ เป็นเรื่องของจังหวะชีวิต

【2. ทำสิ่งที่ “อดไม่ทำไม่ได้”】
หาสิ่งที่รักให้เจอ
จะเป็นการเล่นเกม อ่านการ์ตูน อะไรก็ได้
และอย่าลืมทำสิ่งนั้น ทำเป็นงานอดิเรกก็ได้
เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานและมีความสุข

【3. อย่าเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น
จงคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองสนุกกับชีวิต】

ลืมๆ เรื่องของคนอื่นหรือสายตาคนรอบข้างไปได้
ชีวิตจะสนุกขึ้นอีกเยอะ

【4. เชื่อมั่นในพลังของการรักในสิ่งทีทำ】
ท่านวาดการ์ตูนมานานเกือบ 30 ปี
กว่าจะกลายเป็นนักวาดการ์ตูนขายดีได้

ความเชื่อมั่นและความรักในสิ่งที่ทำนี้เอง
ที่ทำให้ท่านประสบความสำเร็จ

【5. ความสามารถกับรายได้ เป็นเรื่องคนละเรื่อง
และรำลึกไว้ว่า ความมานะพยายาม ก็อาจหักหลังเราได้เช่นกัน】

ไม่ใช่ว่า หากมีความสามารถหรือขยันแล้ว
จะมีรายได้สูงเสมอไป

การมุมานะพยายามฝึกปรือจนเกิดทักษะต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ
แต่ต้องเผื่อใจไว้ด้วย เวลาผิดพลาดอะไร
จะได้ไม่รู้สึกเหมือนโลกนี้พังทลาย

【6. จงขี้เกียจบ้าง】
รู้จักพักบ้าง อย่ามุมานะทำงานหนักจนเกินไป
เดี๋ยวชีวิตจะไม่สนุก

【7. เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา】

เชื่อมั่นในความสัมพันธ์กับผู้อื่น
พลังของคำพูด อารมณ์ความรู้สึก
และสิ่งที่ทำให้จิตใจเรางดงาม

"ผมไม่ได้มุ่งมั่นที่จะมีอายุยืน
แต่ผมมุ่งมั่นที่จะใช้ชีวิตให้สนุกและเต็มที่"

อาจารย์ Mizuki สนุกและสุขกับชีวิตท่านจนถึงวัย 93 ปีค่ะ ....

+++++++++++++++++++++++++++++++

Japan Gossip by เกตุวดี Marumura

เขียนเพื่อรำลึกการจากไปของอาจารย์ Mizuki ในวัย 93 ปี
เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2015

จากหนังสือเรื่อง 「幸福になるための7ヶ条 」

Cr Photo: http://kotaku.com/5988267/one-of-japans-greatest-and-oldest-manga-artists-eating-a-mcdonalds-hamburger

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

15 ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง(ไม่หรูหราแต่ได้ผลจริง) พศิน อินทรวงค์


15 ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง(ไม่หรูหราแต่ได้ผลจริง) พศิน อินทรวงค์

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมาก อย่าปล่อยให้จิตใจวนไปวนมากับความรู้สึกของตัวเอง เหมือนจมอยู่ในอ่าง ลองเปิดตามองไปรอบๆ แล้วมองให้เห็นว่า คนบนโลกนี้มีมากมายแค่ไหน ตัวเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นก็อย่าไปให้ความสำคัญกับมันมากนัก ทุกข์บ้าง ผิดบ้าง เรื่องธรรมดา

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย ในแง่ของความสุข เราไม่จำเป็นต้องสะสมอะไรเพื่อให้มีความสุข วิธีมีความสุขของคนเรามีมากมายหลายอย่าง และเราไม่ควรเลือกวิธีที่สร้างภาระให้กับตนเอง

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หัดเว้นที่วางไว้ให้ความผิดพลาดบ้าง ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องไร้ที่ติ การผิดบ้างถูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เพียงแต่เราต้องรู้จักปรับปรุงตนเองไม่ให้ผิดพลาดบ่อยๆ ซ้ำๆซากๆ

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมาก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว คนที่พูดจาไม่ดี แม้ว่าคำพูดจะดูฉลาดหลักแหลมเพียงไรมันก็คือความโง่ชนิดหนึ่ง คนที่พูดแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นนับเป็นคนหาความสุขได้ยากนัก

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย ดังนั้น อย่าไปเสียเวลาคิดมาก อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ อย่าไปหลงยึดไว้เกินความจำเป็น ให้รู้จักธรรมชาติของมัน การยึดติดกับวัตถุ บุคคล หรือความรู้สึกจนเกินเหตุ คือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนเราเกิดความทุกข์ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ และต้องฝึกฝนตนเองให้เป็นคนปล่อยวางอะไรง่ายๆ เข้าไว้

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า "เรามาถูกทางแล้ว" แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา ขอให้รู้ว่า คำนินทาคือของคู่กับมนุษย์โลก มีมาช้านานแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้า นักบุญ คนที่สร้างคุณงามความดีไว้กับโลกมากมายยังถูกนินทา แล้วเราเป็นใครจะไม่ถูกนินทา ดังนั้น อย่าไปใส่ใจให้มาก ถ้าอะไรที่ดีเก็บไว้ปรับปรุงตัว อะไรที่ไม่ดี ทิ้งมันไว้ไม่ต้องไปตีคราคาสร้างค่าให้คำพูดไร้สาระ ส่วนตัวเราเอง ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกตนเองให้เป็นผู้ไม่นินทาคนอื่นเช่นกัน

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน การยุติความเป็นขี้ข้าของอำนาจเงินนี้ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ ชีวิตทั้งชีวิตของเรา ก็จะเป็นชีวิตที่เกิดมาแล้วตายไปเปล่าๆ ด้วยเหตุที่ว่า ใช้เวลาหมดไปกับการสะสมเงินทองที่เอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น ซึ่งส่วนใหญ่มันก็เป็นเพียงความถูกต้องที่กิเลสของตัวเองลากไป ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตรงธรรมอย่างแท้จริง ดังนั้น การยอมเสียเปรียบ การให้ผู้อื่นด้วยความเบิกบานจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าที่เราคิดกัน มีแรงให้เอาแรงช่วย มีเงินให้เอาเงินช่วย มีความรู้ก็เอาความรู้เข้าไปช่วย ในหนึ่งวัน เราควรถามตัวเองว่า วันนี้เราได้ช่วยใครไปแล้วหรือยัง เราได้เสียเปรียบใครหรือยัง ถ้าคำตอบคือ "ยัง" ให้รู้เอาไว้เลยว่า เราเป็นอีกคนที่มีแนวโน้มจะหาความสุขได้ยากเต็มที

9. ฝึกตัวเองให้เป็นแสงสว่างในที่มืด หมายความว่า ตรงไหนที่มันมืด เราควรไปเป็นดวงไฟส่องทางให้เขา ตรงไหนที่ไม่มีคนช่วย เราควรไปทำ เช่น ลองหาเวลาไปรับประทานอาหารร้านที่ไม่มีลูกค้าเข้า อย่ามุ่งแต่เรื่องกิน ให้การกินของเรามันเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ร้านเขาไม่มีลูกค้า แล้วเราเข้าไปนั่ง มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันหมายถึงกำลังใจ อย่าคิดถึงการบริการที่ดีที่สุด อย่าคิดถึงรสชาติของอาหารให้มากนัก ให้คิดว่า เรากำลังเป็นผู้ให้ เดินเข้าร้านหนังสือ หนังสือเล่มไหน เก่าที่สุด เราอ่านเนื้อหาแล้วสนใจ หยิบมันขึ้นมาแล้วจ่ายเงิน นำมันกลับบ้าน เหลือหนังสือเล่มสวยๆ ไว้ให้คนอื่นๆ ได้ซื้อได้อ่าน อย่าไปบ้ากับการเก็บสิ่งที่ดีที่สุด อย่าไปบ้ากับการปรนเปรอสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง แต่ให้เน้นจิตใจที่ดีที่สุด ใช้วัตถุ ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการซื้อจิตใจดีๆ สูงๆ สะอาดๆ ของเรากลับคืนมา วัตถุเป็นเรื่องไม่จีรัง แต่จิตใจดีๆ นั้นเป็นทั้งหมดของชีวิต เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้จักรักษาดูแลเอาไว้ไม่ให้เกิดความเสียหาย

10. ฝึกให้ตัวเองไม่ไหลไปตามอำนาจวัตถุนิยม หมายความว่า ต้องรู้จักยับยั้งช่างใจ และมีปัญญาในการมองเห็นว่า อะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรคือสิ่งที่เราถูกโฆษณาหลอก เรากำลังเป็นตัวของตัวเอง หรือเรากำลังบ้ากระแสสังคมอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลดความจำเป็นเรื่องแฟชั่น ลดความจำเป็นเรื่องโทรศัพท์ ลดความจำเป็นเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ ก่อนจะซื้อ ก่อนจะอยากได้ ให้ลองถามตัวเองว่า เราอยากได้เพราะอะไร เพราะมันจำเป็น เพราะอยากเท่ อยากดูดีในสายตาของอื่น หรือเพราะอะไรกันแน่ๆ ตอบตัวเองให้ได้ชัดๆ ในเรื่องของความจำเป็นนี้ พูดได้เลยว่า ของในชีวิตส่วนใหญ่ที่เราครอบครองกันอยู่
มีไว้โชว์ มากกว่ามีไว้ใช้

11. ฝึกให้ตัวเองยอมรับความจริงง่ายๆ หมายความว่า อะไรที่ทำผิด อย่าดันทุรัง ให้พูดคำว่า ขอโทษครับ ขอโทษค่ะ ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ ฝึกพูดคำเหล่านี้ให้เป็นเรื่องปกติ ความผิดไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การผิดแล้วไม่ยอมรับผิดนั้นเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลเสียกับชีวิตเป็นวงกว้าง เพราะการปรับปรุงตัวนั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนๆ หนึ่งรู้ตัวว่าทำไม่ดี ดังนั้นคนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำไม่ดีแล้วดันทุรัง ก็คือคนที่ไม่มีโอกาสปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น ขอให้รู้ว่า เมื่อเราทำผิด ต่อให้ปากแข็งแค่ไหน ดันทุรังแค่ไหน ผิดมันก็คือผิด หลอกตัวเองได้ แต่หลอกคนอื่นไม่ได้ เหมือนเราบอกว่า ไม่เหม็น แต่กลิ่นเหม็นนั้น ถ้ามันมีจริงมันก็โชยออกมาอยู่วันยังค่ำ

12. ฝึกให้ตัวเองรู้จักเลือกคนต้นแบบที่ถูกต้องตรงธรรม หมายความว่า เมื่อคิดจะเลือกใครสักคนมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต อย่าไปมุ่งเน้นแต่ความสำเร็จด้านเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่เราควรให้ความสำคัญกับคุณค่าในด้านอื่นๆ ด้วยเช่น ความดี คุณธรรม ความเสียสละ เราควรเคารพและชื่นชมใครซักคนที่ความดีของเขาไม่ใช่รายได้ของเขา ทุกวันนี้ คำว่าความสำเร็จถูกใช้ไปกับเรื่องของเงินๆ ทองๆ มากเกินไป ใครหาเงินได้มาก แปลว่า คนๆ นั้นประสบความสำเร็จมาก ตรงนี้เป็นการให้คุณค่าที่ผิดพลาด การคิดเช่นนี้ย่อมเป็นการปลูกฝั่งค่านิยมในระดับจิตวิญญาณที่ทำให้เราให้ตกเป็นทาสของเงิน เมื่อเราเป็นทาสของเงินเสียแล้ว เราก็จะเป็นคนที่ฝากความสุขของเราไว้กับเงินด้วย เราเลือกต้นแบบอย่างไร ชีวิตของเราก็จะมุ่งหน้าไปทางนั้น สังคมจะดีขึ้นได้ก็เริ่มจากทัศนคติของเราตรงนี้นั่นเอง

13. ฝึกให้ตนเองเป็นคนไม่ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หมายความว่า เราต้องไม่เป็นคนหน้าชื่นอกตรม คือยิ้มไปทั่วกับคนนอกบ้าน แต่กลับมาทะเลาะกับคนที่บ้าน ขอให้ใช้คนที่บ้านเป็นเครื่องมือฝึกจิตใจของตนเอง อะไรที่ยอมได้ก็ขอให้ยอม เสียเปรียบคนในครอบครัวให้มากที่สุด ดีกับเขาให้เหมือนเขาเป็นคนเดียวกับเรา อย่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องนอกบ้าน แต่กลับมาเก่งในบ้าน เพราะมันจะสร้างแต่ความทุกข์ให้ชีวิต ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนเรา ถ้าหาความสุขจากครอบครัวไม่ได้ ความสุขที่อื่นก็ไม่ต้องพูดถึง ต่อให้หลอกคนทั้งโลกได้ว่าชีวิตประสบความสำเร็จ แต่ภาพที่สร้างขึ้นมา ก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่จะย้อนกลับมาสร้างความละอายใจให้ตัวเองอยู่วันยังค่ำ ยอมพ่อแม่ ยอมลูกเมีย ยอมสามี ยอมคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า สิ่งดีๆ ที่ทำแล้วชื่นใจก็ขอให้ทำให้บ่อย คำพูดดีๆ ที่พูดได้ก็ขอให้พูด ครอบครัวคือรากของมนุษย์ ถ้ารากของชีวิตเน่า ส่วนที่เหลือก็เน่าทั้งหมด

14. ฝึกตัวเองให้เข้าใจคำสอนของศาสนาตน หมายความว่า เรานับถือศาสนาอะไรอยู่ ก็ต้องเข้าใจคำสอนของศาสนานั้น แม้ทำตามคำสั่งสอนยังไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ ขอให้ถามตัวเองว่า ทุกวันนี้ หัวใจของศาสนาตัวเองคืออะไร เรารู้แล้วหรือยัง หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วลองเขียนดู ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไป ก็แปลว่า เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาของเรา อย่าหลอกตัวเองว่าเรารู้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรจะเขียน นึกเรื่องจะเขียนไม่ออก ก็แปลว่าเราไม่รู้ เรียบเรียงไม่ได้ ความคิดยังไม่ตกผลึกทั้งๆ ที่นับถือศาสนานี้มาแล้วชั่วชีวิต ย่อมหมายความว่า เราเป็นคนไม่ใส่ใจในศาสนาตนเองเท่าที่ควร ไม่ต้องไปตกใจหรือรู้สึกผิดบาป ทุกอย่างแก้ไขได้ ขอให้รีบปรับปรุงตัวเสียแต่วันนี้ก็ยังไม่สาย ศาสนาเป็นรากของจิตวิญญาณ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทิ้งๆ ขว้างๆ แล้วค่อยไปใส่ใจในวัยชรา เพราะถึงเวลานั้น ก็คงไม่ทันการแล้ว

15. ฝึกตัวเองให้ค่อยๆ ทำตามสิ่งที่ศาสนาของตนสั่งสอนจนสำเร็จ หมายความว่า เมื่อรู้ว่าศาสนาของตนสอนอะไร ก็ขอให้ทำ ทำด้วยความเบิกบาน ไม่จำเป็นต้องทำได้ทั้งหมด แต่ขอให้ทำเรื่อยๆ ทำให้ดีขึ้นทุกวัน อย่าน้อย ในแง่ของศีลธรรมก็ควรจะทำให้ได้ อย่าน้อยที่สุด ก็ขอให้อายตัวเองเมื่อคิดจะพูดโกหก เมื่อจะเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องตรงธรรม บุคคลในอุดมคติของแต่ละศาสนาไม่ได้เป็นกันง่ายๆ แต่ถ้าไม่เริ่มก็ไม่มีโอกาสไปถึง สำหรับคนที่ไม่มีศาสนา หรือไม่นับถืออะไร ก็ขอให้นับถือความดี ซื่อสัตย์กับความดี
คาถาง่ายๆ ที่สำหรับผู้ไม่มีศาสนาก็คือ
"เราไม่ชอบสิ่งไหนก็อย่าไปทำสิ่งนั้นกับคนอื่น"
ส่วนศีลสำหรับคนไร้ศาสนานั้นมีอยู่เพียงข้อเดียวนั่นก็คือ
"อย่าขโมยความดีไปจากจิตใจของตนเอง"
คาถาหนึ่งบท กับศีลหนึ่งข้อ ถ้าทำได้ แม้เป็นคนไม่มีศาสนา ก็ไม่เป็นภาระต่อโลกในนี้ เรียกได้ว่าเป็นพลเมืองที่ดีของโลกและเพื่อนมนุษย์แล้วโดยสมบูรณ์

วิธีหาความสุขทั้ง 15 ข้อนี้คือสิ่งที่ทำได้ทันที แบบไม่ต้องรีรอ ไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย อยู่ที่จะทำหรือไม่ทำ ข้อไหนสะดวกใจให้ทำก่อน ข้อไหนรู้สึกว่ายากก็เว้นเอาไว้ ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เก็บไปทีละข้อ จนครบทั้ง 15 ข้อ ถึงแม้คุณไม่ได้บรรลุธรรมแต่คุณก็จะเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าที่สุดคนหนึ่งทีเดียว และหากใครเบื่อการเวียนว่ายตายเกิด เมื่อทำทั้ง 15 ข้อนี้ได้ก็มีโอกาสบรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งในชาติปัจจุบัน เปรียบเหมือนคนที่เตรียมความพร้อมมาดี เพียงเติมส่วนที่ขาดเล็กน้อยก็บรรลุถึงฝั่งฝันได้ไม่ยาก 
ขอให้ทุกคนสนุกกับการหาความสุขให้ตนเองในแบบง่ายๆ
ยิ้มทุกวัน มองฟ้าให้เป็นฟ้า
มีปัญญาสามารถเปลี่ยนโลกแห่งนี้
ให้เป็นสวนดอกไม้แห่งชีวิตได้สำเร็จกันทุกคน...

กำลังใจ

• ‘กำลังใจ’ นั้นมีความหมายเป็น ‘พลังขับเคลื่อนชีวิต’ จริงๆ
ไม่ใช่แค่อุปมาอุปไมย
ไม่คิดถึงก้าวสุดท้าย เลยเป็นเหตุให้ไม่มีกำลังใจ
ไม่มีกำลังใจ เลยเป็นเหตุให้ก้าวแรกล้มเหลว
แต่คิดถึงก้าวสุดท้ายมากๆ เป็นเหตุให้ท้อถอย
ท้อถอยมากๆ เป็นเหตุให้ไปไม่ถึงก้าวสุดท้าย

• อุปสรรค
เป็นสิ่งที่เราเห็นอยู่ในก้าวปัจจุบัน
ก้าวปัจจุบันจึงเป็นก้าวที่น่าเบื่อ 
เหมือนกลิ่นเหม็นบูด
ส่วนก้าวสุดท้ายเป็นก้าวที่สดใส 
เหมือนกลิ่นหอมหวน
ศรัทธาในก้าวสุดท้าย จึงปรุงแต่งให้ก้าวนี้หอมขึ้น
สดใสสว่างขึ้นกว่าเดิม ไม่มากก็น้อย

• แต่การเรียกร้องกำลังใจเกินเหตุ
ก็อาจกลับข้างเป็นตัวบั่นทอนพลังขับเคลื่อน
ได้เหมือนกัน
เช่นการคิดถึงก้าวสุดท้ายมากๆ
ก็เป็นเหตุให้รู้สึกเหมือนไกลเกินเอื้อม
อยู่ห่างสุดกู่จากจุดเริ่มต้น ชวนให้นึกท้อ อยากถอย
ท้อถอยมากๆเป็นเหตุให้ไปไม่ถึงก้าวสุดท้ายเสียที

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• หากคิดเป็นสัดส่วนที่อยู่ตรงกลางจริง
แบ่งความคิดเป็นสิบส่วน
อนุญาตให้คิดถึงก้าวสุดท้ายได้หนึ่งส่วน
อีกเก้าส่วนต้องคิดถึงก้าวปัจจุบัน

เพราะด้วยสัดส่วนนี้จะทำให้เกิดการประเมินผลว่า..
"มาไกลแค่ไหนแล้ว ?"
"ทำมาได้ถึงไหนแล้ว ?"
เพื่อจะได้เกิดแรงจูงใจให้ก้าวต่อไปอีก
ในวันรุ่งขึ้น

แต่หากคิดถึงก้าวสุดท้ายตั้งแต่สี่ส่วนขึ้นไป
จะกลายเป็นความรู้สึกว่า..
"เมื่อไหร่จะถึงสักที ?" เลื่อนลอยจัง
ชาตินี้คงไม่มีหวังกับเขาหรอก

ทั้งนี้ อัตราส่วนทางความคิดถึงก้าวสุดท้าย
ใช้ได้ทั้งกับทางโลกและทางธรรมครับ
เพราะระบบความคิดที่ถูกจัดสรรไว้ให้อดีต
กับอนาคตมากเกินไป
จะเป็นตัวยับยั้งความเคลื่อนไหว
ไม่ใช่กระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• เหตุถูกผลย่อมถูก
คนก้าวเดินไปเรื่อยๆ ก็ออกห่างจากจุดเริ่มต้นมาเรื่อยๆ
และเหตุผิดผลย่อมผิด
คนที่เอาแต่คิดถึงจุดสุดท้ายไปเรื่อยๆ
ก็จะพบว่าตนเองย่ำอยู่กับที่ไปเรื่อยๆเช่นกัน

• ความฟุ้งซ่านกับท้อถอย
เป็นผลจากการ ‘ย้ำคิด’ ว่าไปไม่ถึงไหน
ส่วนความสงบกับกำลังใจ 
ก็เป็นผลจากการ ‘ทำจริงๆ’
เห็นตัวเอง ‘กำลังรุดหน้า’ อยู่จริงๆ
ไม่ใช่เอาแต่คิดถามว่ามาถึงไหนแล้ว
และมองหาอนาคตที่ไม่เห็นอยู่นั่นแล้ว

• เดินสายกลางคือเดินอยู่ที่ก้าวไหน 
สติก็อยู่กับก้าวนั้นครับ

• ถ้าเมื่อใดรู้สึกว่า
เดินอยู่ที่ก้าวไหนสติก็อยู่กับก้าวนั้น
นั่นแหละควรเป็น ‘กำลังใจ’
ความเชื่อมั่นในตนเอง
กับศรัทธาในการไปให้ถึงก้าวสุดท้าย
จนได้ในวันหนึ่งครับ

#ดังตฤณ
http://www.facebook.com/dungtrin

"กลุ่มอาการกตัญญูเฉียบพลัน" (Acute กตัญญู syndrome)


"กลุ่มอาการกตัญญูเฉียบพลัน" (Acute กตัญญู syndrome)

หลายครั้งเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือโรคมะเร็งที่อยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต พบได้เสมอๆที่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งแล้วการรักษาทำได้แค่ประคับประคองและทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายและมีรู้สึกมีค่ามากที่สุด เพื่อจะรอให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ (Palliative care) หลายครอบครัวเลือกที่จะไม่ปั้มหัวใจ ไม่ใส่ท่อช่วยหัวใจ เพราะไม่อยากให้ผู้ป่วยต้องทรมาณกับผลแทรกซ้อนจากการใส่ท่อ และการปั้มหัวใจเช่น ซี่โครงหัก ปอดฉีก และไม่อยากให้ทรมารกับตัวโรคที่มีแต่จะแย่ลงเรื่อย เช่นมะเร็งแพร่กระจายไปทั่วซี่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการต่างๆเช่นปวดกระดูกมาก หายใจเหนื่อย แน่นท้องมาก และอาการอื่นๆที่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดทรมาณ และคนที่น่าสงสารที่สุดคงเป็นญาติที่คอยดูแลใกล้ชิดอยู่ทุกๆวัน ได้เห็น และเข้าใจความทุกข์ของผู้ป่วยดี คนดูแลกลุ่มนี้มักจะทำใจได้และพร้อมที่จะให้คนที่รักที่สุดจากไปอย่างสงบเมื่อถึงเวลา แม้ว่าการลาจากจะทำให้เศร้าเสียใจอย่างที่สุด และขณะเดียวกันจะมีญาติอีกพวกนึง ร้อยวันพันชาติ ไม่เคยมาดูแดพ่อแม่ ปู่ย่า ที่ป่วยไข้เลย แต่พอถึงจุดสุดท้ายผู้ป่วยใกล้จะเสียชีวิตถึงจะมาเยี่ยม พวกนี้มักเกิดอาการ "กตัญญูเฉียบพลัน" ยกตัวอย่าง คำที่ญาติที่มีอาการกตัญญูเฉียบพลันมักพูดให้หมอได้ยินบ่อยๆคือ "หมอทำเต็มที่เลย จะปั้มหัวใจ จะใส่ท่อ ทำยังไงก็ได้ให้คนไข้รอด" สุดท้ายหมอต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ต้องปั้มหัวใจ จนซี่โครงหัก ปอดฉีก คนไข้บางคนเจ็บปวดทรมาณมากขึ้นกว่าเดิม และท้ายที่สุดก็ยังเสียชีวิตอยู่ดี คงบอกไม่ได้ว่าอะไรดีกว่าระหว่างยื้อไว้อีกนาที ชั่วโมง วันนึง หรือให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ ..... ประเด็นคือบางครั้งญาติกลุ่มหลังอยากให้หมอช่วยทั้งๆที่ รู้ทั้งรู้ว่ายังไงก็ไม่ไหวแล้ว แต่อยากให้หมอช่วยเพียงเพราะอยากให้รู้ว่าตัวเองยังมีความกตัญญูห่วงใยไม่อยากให้คนไข้จากไป......

จะดูแลคนที่รัก จะดูแลพ่อแม่ทำตั้งแต่วันนี้วันที่ท่านยังอยู่กับเรา อย่ารอจนมีอาการกตัญญูเฉียบพลัน....


ที่มา ที่เห็นและเป็นอยู่

วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปรัชญา เหยือกแก้ว

อาจารย์สอนวิชาปรัชญาเดินเข้าห้องเรียน 
หยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
แล้วถามนักศึกษา "พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?"


แต่ละคนคิดว่าอาจารย์จะมาไม้ไหน ก่อนจะตอบพร้อมกัน "เต็มแล้ว..."

อาจารย์ยิ้มไม่พูดอะไร แล้วเทกรวดลงไปในเหยือกแล้วเขย่าเบาๆ
กรวดไหลลงไปแทรกอยู่ระหว่างลูกเทนนิสจนแน่นเหยือก

เขาถามอีก "เหยือกเต็มหรือยัง?"

นักศึกษามองพักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ "เต็มแล้ว..."

เขาเลยเททรายลงไปในเหยือก เขย่าจนทรายอัดแน่นแทบล้นเหยือก

แล้วถามอีกครั้ง "เหยือกเต็มหรือยัง?"

เพื่อป้องกันการหน้าแตก นักศึกษาปรึกษากันอยู่นาน แล้วตอบอย่างหนักแน่น
"คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์"

"แน่ใจนะ"
"แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ"

คราวนี้เขาเทน้ำใส่เหยือกจนซึมผ่านทรายลงไปหมด
ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่

"ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา

ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต
เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน
เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงๆ สูญเสียไปไม่ได้....

เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์

ทรายก็คือเรื่องอื่นที่เหลือเล็กๆน้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ
แต่เรามักจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้....

เหยือกเปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน
คือมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา
ชีวิตเต็มแล้ว...เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด
ไม่มีที่เหลือใส่ลูกเทนนิส..."

"ชีวิตของเราทุกคน...ถ้าเราใช้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ
เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า...

เพราะฉะนั้นในแต่ละวัน ต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข

ใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆ 
หาเวลาไปตรวจร่างกาย
พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด
ชวนกันออกกำลังกาย เล่นกีฬาร่วมกันสัก 1-2 ชั่วโมง
เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต
เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริงๆ
ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด...

...หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือ เราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวเรา


นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม

"แล้วน้ำที่เทใส่ลงไป หมายถึงอะไรครับ ?"

เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า 
"การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่า แม้ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด

คุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ...

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151674686067851&set=a.101985222850.91691.763387850&type=1&theater

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

10 กลวิธีปิ๊งไอเดียใหม่ๆ

10 กลวิธีปิ๊งไอเดียใหม่ๆ

1. ลองผูกเรื่องไม่เข้ากันให้เข้ากัน
ทดลองสร้างความสัมพันธ์ประหลาดๆ เช่น สะสมบทความที่ชอบ
สะสมกระป๋องเบียร์แปลกๆ ซีร็อกซ์ภาพถ่ายอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์ 
วันนึงคิดอะไรไม่ออกลองดึงสิ่งของสักสองอย่างมาหาความสัมพันธ์กัน 
กับงานของเราที่กำลังคิดไม่ออก

2. บันทึก บันทึก และบันทึก
รีบจดบันทึกความคิดทันทีที่คิดได้ หรือเรื่องราวแปลกๆ ที่ได้ยินจากผู้อื่น 
ด้วยสมุดโน้ต หรือกล้องดิจิตอลเล็กๆ ที่พกติดตัวตลอดเวลา 
ทราบหรือไม่ตลอดชีวิตของลีโอนาร์โด ดาวินชี นักสร้างสรรค์คนดังของโลก
ได้ทำการจดเรื่องราวบันทึกไว้ทั้งหมด 15,000 หน้า

3. เดิน
คิดไม่ออก อย่าอยู่กับที่ ถ้าอยู่ที่แคบ ให้ออกไปที่โล่ง
ถ้าอยู่ที่เงียบให้ลองย้ายไปที่อึกทึก นี่คือการกระตุ้นจินตนาการชนิดหนึ่ง

4. ลองคาดเดา
อ่านหนังสือซักครึ่งเล่มแล้วลองเดาครึ่งเล่มที่เหลือ
ว่าเค้าจะดำเนินเรื่องต่อไปเป็นอย่างไร?
ทดลองฝึกจินตนาการแข่งกับผู้แต่งผู้สร้าง 
ดูว่าความคิดของเรามีความเหมือนความต่างอะไรกันบ้าง?

5. ลองเปลี่ยนนิสัยจากความเคยชินเดิมๆ
ลองเปลี่ยนเส้นทางขับรถดูบ้าง ดูทีวี ฟังวิทยุโปรแกรมใหม่ๆ 
ลองเสียเงินซื้อแมกกาซีนเล่มแปลกๆ เล่มที่ไม่เคยคิดจะซื้อมาก่อน
ความจำเจในไอเดีย มีสาเหตุมาจากการอยู่แต่ในมุมมองเดิมๆ

6. สนใจคำถามของเด็กๆ 
ผู้คิดค้นกล้องโพลาลอยด์ได้ไอเดียจากคำถามของลูกว่า 
“พ่อครับ” ถ่ายรูปแล้วทำไมเราไม่ได้รูปเลยล่ะครับ ? 
ลองให้ความสนใจกับคำว่า “ทำไม” แล้วจะพบว่าความคิดไร้กรอบของเด็กๆ 
คือ จุดกำเนิดของการ “ปิ๊ง” นั่นเอง

7. ลองเดินทางท่องเที่ยวไปในที่แปลกๆ
ที่แปลกใหม่ให้ประสบการณ์ที่ตื่นเต้นเสมอ มีเรื่องราวให้เล่าไม่รู้จบ 
แนวคิดใหม่ที่เราไม่รู้จักภาพแปลกตา รสชาติอาหารที่ไม่คุ้นลิ้น 
ทั้งหมดนี้ล้วนกระตุ้นต่อมจินตนาการแก่เราทั้งสิ้น

8. ขี้สังเกต + ขี้สงสัย
สังเกต คือ การมอง+คิดพิจารณา
นักการตลาดที่ประสบความสำเร็จมากๆ ล้วนมาจากการเฝ้าสังเกต
พฤติกรรมและความคิดของผู้บริโภค 
การเฝ้าสังเกตต่างจากการมองทั่วไปตรงที่การมองทั่วไปจะมองไปเรื่อยๆ 
จะไม่มีอาการหยุดตั้งคำถาม แต่หากเป็นการสังเกตเรามักจะเกิดข้อสงสัย
(ชาร์ล ดาร์วิน ค้นพบทฤษฎีจากการเฝ้าสังเกตถึง 5 ปี ที่ไปเกาะกาลาปากอส)

9. คิดแบบเด็กๆ 
วัยเด็ก เป็นวัยที่มนุษย์มีทักษะการสร้างภาพดีที่สุดในช่วงชีวิต
นักสร้างสรรค์ที่โด่งดัง ไม่ว่าจะเป็นไอน์สไตน์ สปีลเบิร์ก 
มักยังคงมีทักษะความเป็นเด็กนี้อยู่ในตัวเอง 
น่าเสียดายที่คนเรามักถูกหลัก เหตุผล ตรรกะต่างๆ ทำลายไปตามวัยที่เติบโตขึ้น


10. ก็เป็นกลวิธีปิ๊งไอเดียใหม่ๆ ที่อยู่ในตัวคุณไง


ที่มา People Magazine

"มดน้อยโดนไล่ออกจากงาน" เรื่องดีดีของชีวิตการทำงาน"


กาลครั้งหนึ่ง... นานมาแล้ว
ทุกๆวัน มดตัวน้อยมาทำงานแต่เช้า และลงมือทำงานทันที
มดน้อยสร้างผลงานมากมาย และมดน้อยก็มีความสุขกับงานดี

สิงโตที่เป็นหัวหน้า 
ก็รู้สึกแปลกใจที่มดน้อยทำงานได้ดีโดยไม่ต้องมีการควบคุม

สิงโตเลยคิดใหม่ทำใหม่ 
โดยใช้แนวคิดว่า ขนาดไม่มีหัวหน้าดูแลยังทำงานดีเช่นนี้
แล้วถ้ามีหัวหน้า เธอต้องทำงานดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

สิงโตจึงจ้าง แมลงสาบมาเป็นหัวหน้ามดน้อย
และแมลงสาบมีความสามารถมากในเรื่องการเขียนรายงาน

แมลงสาบ เริ่มด้วยการตั้งระบบลงเวลาทำงาน
โดยการตั้งเครื่องตอกบัตร

แมลงสาบต้องการเลขามาช่วยเขียน พิมพ์รายงาน
ชงกาแฟ เดินเอกสาร ส่งจดหมาย และคอยจับผิดมดน้อย
แมลงสาบจึงจ้าง ควายมาเป็นเวลาส่วนตัว

สิงโตปลื้มกับการทำงานของแมลงสาบมาก
ที่ให้รายงานและแนวโน้มต่างๆ
จากที่ส่งให้พิจารณา ทำให้แมลงสาบได้หน้า

เพื่อการนี้ แมลงสาบจึงขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์
ติดอินเตอร์เนตและเครื่องพิมพ์เพื่อการทำงานให้สิงโต


แน่นอนว่าต้องมี แผนก IT ตามมา
เขาจึงจ้างตัวเห็บมาเป็น IT manager
ตัวเห็บก็ของบประมาณเพื่อ จ้างลูกมือและอุปกรณ์ซ่อม

แต่มดเบื่อกับระบบงานแบบใหม่มาก 
เพราะมัวแต่รายงาน งานเอกสารมากมาย
และการประชุมที่แสนเสียเวลา

แมลงสาบเห็นมดน้อยทำงานช้าขึ้นเพราะต้องเขียนรายงาน
จึงจัดเลือกหาหัวหน้าแผนกมาคอยดูและจดรายงาน

ตำแหน่งนี้ตกเป็นของ ตัวทาก
ตัวทากเป็นบุคลากรที่ทำงานได้อย่างเชื่องช้ามาก
จึงดูเป็นคนที่รอบคอบ และได้รับตำแหน่งหัวหน้าแผนกไป


และแผนกที่มดน้อยทำงานก็เป็นแผนกที่โศกเศร้า 
ไร้เสียงหัวเราะ ทุกคนในแผนกก็หัวเสียง่าย

ตัวทากของบทำการสำรวจ ศึกษา สภาพการทำงานที่เหมาะสม
แผนกมดน้อย ทำงานได้แย่ลง

สิงโตก็เห็นด้วยว่าที่แผนกมด ทำงานได้แย่ลง
จึงจ้างตัวเหี้ย(ตัวเงินตัวทอง) เข้ามาเป็นที่ปรึกษา
เพื่อศึกษาวิธีการที่จะเพิ่มผลิตภาพ

ตัวเหี้ยสรุปว่า ที่แผนกของมดน้อย
มีการจ้างคนมากเกินไปเลยทำให้ผลิตภาพไม่ดี

เดากันน่ะ... ว่าใครจะถูกปลดออกเป็นคนแรก

มดน้อยนั่นเอง
เพราะตัวเหี้ยบอกว่า มดน้อยเป็นคนที่ไร้แรงจูงใจ และทัศนคติไม่ดี
ลาก่อน... มดน้อย

แล้วคุณล่ะเป็นใครในนี้บ้างเอ่ย ^^


ที่มา People Magazine