แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การทดลองเปลี่ยนโคมไฟถนนเป็นหลอด LED ของ กฟน

ถนนสายหลักและสายรอง พื้นที่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีหลอดไฟสาธารณะอยู่ราว 800,000 ดวง อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ราว 300,000 ดวง ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าราว 350 ล้านยูนิตต่อปี 

การไฟฟ้านครหลวงจึงได้จัดทำโครงการทดลองติดตั้งโคมไฟฟ้าสาธารณะด้วยหลอด LED ในเขตกรุงเทพมหานคร แทนโคมไฟสาธารณะชนิด HPS 250 วัตต์ และ HQV 125 วัตต์ ซึ่งในการศึกษา พบว่า


หลอดไฟแบบ LED เป็นหลอดไฟที่ช่วยประหยัดพลังงานมากกว่าหลอดไฟแบบเดิมถึง 60% หรือสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 740 ยูนิตต่อดวงต่อปี มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมง หรือประมาณ 10 ปี เมื่อคิดที่การใช้งาน 12 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อเทียบกับหลอดไฟที่ใช้ปัจจุบันมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 24,000 ชั่วโมง 

จากการเปรียบกันระหว่างหลอดไฟแบบเก่า HPS 250 วัตต์ ให้ความสว่างใกล้เคียงกับหลอดไฟแบบ LED 140 วัตต์ แต่หลอดไฟ HPS กินกำลังไฟฟ้าถึง 299 วัตต์ ขณะที่หลอดไฟ LED กินกำลังไฟฟ้าเพียง 130 วัตต์ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.5 ตันต่อโคมต่อปี หากติดตั้งเป็นจำนวน 100 โคม จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50 ตันต่อปี

กฟน.ได้ทดลองติดตั้งโคมไฟสาธารณะชนิด LED แล้วที่ถนนพาหุรัด ถนนตรีเพชร ถนนจักรเพชร 85 ดวง ซอยชิดลม 37 ดวง และถนนเทศบาลสาย 1 (ใกล้โรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์) 20 ดวง รวมทั้งสิ้น 142 ดวง ตั้งแต่เมื่อปลายปี 2555 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณครึ่งปีแล้ว พบว่า ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าลงได้ถึง 52,540 ยูนิต ประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 183,890 บาท

นายวรวุฒิ พรวรนันท์ รองผู้ว่าการ กฟน. เปิดเผยว่า การนำหลอด LED มาใช้กับไฟฟ้าสาธารณะนั้น นอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว แสงจากหลอดไฟ LED ให้ความสว่างแบบแสงสีขาวเสมือนจริง เพิ่มความชัดเจนในการมองเห็น ทำให้สามารถขับขี่ยานพาหนะได้อย่างปลอดภัย และช่วยลดปัญหาอาชญากรรมที่มักเกิดขึ้นในที่มืดได้ จากการทดลองติดตั้งไปแล้วบนถนนพาหุรัด ถนนตรีเพชร ถนนจักรเพชร ซอยชิดลม และถนนเทศบาลสาย 1 พบว่า ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าไปได้มาก และจากการสอบถามชาวบ้านที่อยู่บริเวณพื้นที่ที่มีการติดตั้งหลอดไฟแบบใหม่ ส่วนใหญ่พึงพอใจที่มีไฟถนนที่สว่างขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปี 2556 กฟน.จะติดตั้งโคมไฟสาธารณะชนิด LED เพิ่มเติมที่ถนนเยาวราชตลอดทั้งสาย ทั้งนี้จะมีการเก็บข้อมูลเพื่อประมวลผล ก่อนขยายการติดตั้งโคมไฟฟ้าสาธารณะ LED แทนโคมไฟชนิดเดิมต่อไป

ฟิลิปปินส์เกิดวิกฤติขาดแคลนไฟฟ้า

ขาดแคลนไฟฟ้าที่ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะลูซอน ของฟิลิปปินส์ ต้องเผชิญไฟดับ

การคาดหมายว่าความต้องการไฟฟ้าจะมีมากกว่าการคาดหมายของรัฐบาล ทำให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างคอลล์เซนเตอร์ การท่องเที่ยว และการพนัน

บริษัทเอกชนจำนวนหนึ่งเร่งระดมทุน 9,000 ล้านดอลลาร์สำหรับสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่ แต่การก่อสร้างคาดว่าจะใช้เวลา 3 ปี อีกทั้งเสียงคัดค้านโรงงานถ่านหินยังทำให้โครงการล่าช้าออกไป

ที่ปรึกษาหอการค้าอเมริกันในฟิลิปปินส์กล่าวว่าแน่นอนที่จะมีการสร้างโรงงานใหม่ๆ แต่คำถามคือจะสร้างได้เร็วพอสอดรับกับความต้องการหรือไม่

เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวถึง 7.8% ช่วงไตรมาสแรก จนบริษัทสแตนดาร์ดแอนด์พัว และฟิทช์เรตติง ปรับขึ้นอันดับความน่าเชื่อถือ แต่การจัดหาไฟฟ้าถือเป็นการท้าทายหลักด้านโครงสร้างพื้นฐานในช่วงที่ประธานาธิบดีเบนิญโญ อคิโน กำลังผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีการสร้างโรงไฟฟ้าหลักแห่งใหม่เพียงแห่งเดียวบนเกาะลูซอน ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและพาณิชย์ ส่วนโรงไฟฟ้าอื่นสร้างขึ้นเมื่อวิกฤติไฟฟ้า 20 ปีที่แล้ว

ส่วนเกาะมินดาเนา ทางใต้ จะต้องเผชิญภาวะไฟดับไปถึงปี 2558 จนตัวแทนสมาคมผู้ส่งออกกล่าวว่าสภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อนักธุรกิจ

นายเซอร์จิโอ ออร์ทิส-หลุยส์ ประธานสมาพันธ์ผู้ส่งออก กล่าวว่าหากไม่มีการสร้างโร
งไฟฟ้าใหม่ๆ ฟิลิปปินส์จะเจอปัญหาใหม่ภายในปี 2559

สมาคมคอนแทคเซนเตอร์ (Contact Centre) กล่าวว่าอุตสาหกรรมคอลล์เซนเตอร์ ซึ่งจ้างคนงาน 600,000 คน ตั้งเป้าขยายตัวปีละ 15% และมีรายได้ 15,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2559 แต่เป้าหมายดังกล่าวยากจะบรรลุหากเกิดวิกฤติพลังงาน

แผนการล่าสุดของกระทรวงพลังงานระบุว่า ศักยภาพในการกำเนิดไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ คาดว่าจะขึ้นถึง 15,300 เมกะวัตต์ปีนี้ และฟิลิปปินส์ต้องมีศักยภาพในการผลิตเพิ่มอีก 2,500 เมกะวัตต์ในเวลา 4 ปีจนถึงปี 2560

เกาะลูซอนต้องการไฟฟ้าเพิ่ม 1,600 เมกะวัตต์ภายในปี 2560 แต่สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระระบุว่าเกาะลูซอนจะต้องการไฟฟ้าอีก 3,280 เมกะวัตต์ภายในปี 2560 หรือ 2 เท่าของประมาณการของทางการ ส่วนฟิลิปปินส์ทั้งประเทศจะต้องการไฟฟ้าเพิ่มอย่างน้อย3,860 เมกะวัตต์ เพราะเศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้ และความต้องการใช้ไฟก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

บริษัทเครือรายใหญ่ในฟิลิปปินส์ต่างอยากสร้างโรงงานไฟฟ้า หรือเพิ่มศักยภาพโรงงานเดิมที่มีอยู่ในช่วง 5 ปีหน้า ประธานบริษัทซานมิเกล ผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ กล่าวว่าหากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าทุกคนกำลังวางแผนเข้าสู่ธุรกิจพลังงาน

โครงการที่กำลังวางแผนอยู่ในปัจจุบันจะมีกำลังผลิต 4,400 เมกะวัตต์ แต่หลายโครงการมีแนวโน้มจะล่าช้าออกไป

นอกจากนั้น บริษัทที่เล็งสร้างโรงงานใหม่ ยังวิตกที่จะทุ่มทุนหากไม่มีการรับรองผู้ซื้อเชิงอุตสาหกรรมระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ก็วิตกเกี่ยวกับข้อตกลงระยะยาวที่มีการกำหนดราคาตายตัว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ยิ่งทำให้โครงการล่าช้าออกไปอีก

นโยบายกระทรวงพลังงาน

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 2,657 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน 3 โครงการ คือ 

1. การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนอาคารภาครัฐวงเงิน 1,187ล้านบาท ปัจจุบันอาคารภาครัฐกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ 5,298 แห่ง มีการใช้พลังงานในภาพรวมประมาณ 673 ล้านหน่วยต่อปีซึ่งภาครัฐมีภาระค่าใช้จ่ายสำหรับค่าไฟฟ้าในอาคารภาครัฐกว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาจะผลิตไฟฟ้าใช้ในอาคารภาครัฐ ตั้งเป้าหมายติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคารศาลากลางจังหวัดในเขตรับผิดชอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทั้ง 74 จังหวัดและหลังคาอาคารของรัฐในเขตจังหวัดในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทั้ง 74 จังหวัด เช่น อบต. เทศบาล ฯลฯ รวมทั้งสิ้นประมาณ 25 เมกะวัตต์โดยแบ่งเป็นจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีจำนวนตำบลมากกว่า 180 ตำบล จำนวน 8 จังหวัด รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ จังหวัดขนาดกลางที่มีจำนวนตำบลระหว่าง 90-180 ตำบล จำนวน 27 จังหวัดรวมกำลังการผลิตติดตั้ง 10.5 เมกะวัตต์ และจังหวัดขนาดเล็กที่มีจำนวนตำบลน้อยกว่า 90 ตำบลจำนวน 39 จังหวัดรวมกำลังการผลิตติดตั้ง 8.5 เมกะวัตต์ 

2. ปรับเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าเดิมเป็นหลอดไฟฟ้าแอลอีดีของโรงพยาบาลในความดูแลของกระทรวงกลาโหม 400 ล้านบาท และ

3. งบประมาณประชาสัมพันธ์และรณรงค์ประหยัดพลังงาน 1,070 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดจะใช้เงินของกองทุนฯ 

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศว่า ปัจจุบันแผนการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันราคาเดียวทั่วประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการศึกษา คาดว่า จะสามารถดำเนินการได้อีกประมาณ 2 ปี เพราะต้องสร้างคลังน้ำมันแห่งใหม่ทั่วประเทศก่อน 

ส่วนการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) คาดว่า จะเริ่มดำเนินการได้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้

เรื่องการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ ฉบับใหม่ หรือ พีดีพี 2013 ระหว่างปี 56-73 กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกันศึกษาแผนพีพีดี ฉบับใหม่ 2013 คาดว่า ในเดือนก.ค.นี้ จะได้ข้อสรุป

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กลุ่มทุนขัดขวางเราก็ไม่ถอย

ได้รับแจ้งข่าวจากเครือข่ายชุมชนพึ่งตนเองที่ภาคอีสานว่า วันนี้ประชาชนสาสมารถหาหนทางที่ง่ายในการใช้แผงโซลาร์ 280 วัตต์ แผ่นเดียว สูบน้ำต่อตรง โดยใช้ปั๊มไดโว่ ดีซี 24 โวลท์ สามารถได้น้ำเต็มท่อ 1 นิ้ว สูง 7 เมตรจากระดับผิวน้ำ เพื่อทำการเกษตรแบบยั่งยืน ใช้รดน้ำพืชผักได้ รวมทั้งทำแสงสว่าง ทำไฟฟ้าใช้ในพื้นทีีที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึ...งได้
แต่สิ่งที่ประชาชนทำเองได้ กลับสร้างความไม่พอใจของกลุ่มทุน ที่เคยทำของราคาสูง เพื่อขายให้กลุ่มมเกษตรกรแบบไม่มีทางเลือก ถึงขั้นกลุ่มทุนเข้าไปเจรจาด้วย
ขอแจ้งให้ทราบทั้งกลุ่มทุนการเมือง กลุ่มทุนพลังงานระดับประเทศ หรือข้ามชาติ ทีมงานยังยึดแนวทางที่จะสอนให้ วัด ประชาชน พึ่งตนเองได้ ทำเองได้ แก้ปัญหาเอง พัฒนาแนวทางเองได้ ในทุกเรื่อง ตั้งแต่พลังงานไฟฟ้า จนถึงพลังงานจากพืชน้ำมัน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบในระดับมหภาคกับรายได้ของกลุ่มทุนในอนาคต
การต่อยอดการถ่ายทอดความรู้ การสอนต่อ กำลังเกิดขึ้นแบบทวีคูณ ในหลายพื้นที่ ที่มีอาสาสมัครปฏิบัติการอยู่ และเราจะไม่หยุดที่จะทำงานนี้ โดยไม่เกรงกลัวอันตรายใด ๆ
เราคาดหวังว่าประชาชนจะสามารถทำรายได้จากน้ำที่ได้จากพลังงานแสงแดด ที่ทำให้เกิดผลผลิตทางการเกษตร หรือพืชน้ำมันที่สามารถนำมาลดรายจ่ายเพื่อ ทดแทนการใช้พลังงานจากน้ำมันปิโตรเลี่ยมที่ท่านกำลังผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งแหล่งพื้นที่สัมปทาน การขุดเจาะ การกลั่น การจัดจำหน่าย
วันที่ประชาชนพึ่งตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งทางด้านพลังงานและเกษตรอินทรีย์ บ้านเมืองก็จะสดใส ปลอดภัย มั่งคั่ง และส่งผลดีกลับไปสู่ลูกหลานของท่านทั้งหลายในอนาคตต่อไป
ที่มา  https://www.facebook.com/?ref=tn_tnmn#!/phakdee.nun/posts/486693958076408